Julie Baker
and
Summer

INTERVIEW : PAWORNPON  RUNGRODCHANA
PHOTO : KUKKONG THIRATHOMRONGKIAT, WASUTARA NARACARM
ศิลปินบางคนถูกจดจำด้วยชื่อนามปากกามากกว่าชื่อจริง คุณพอจะจำได้ไหมว่า Juli Baker and Summer คือคนคนเดียวกับ ป่าน – ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา ศิลปินสาววัยยี่สิบต้นที่ทำงานภาพวาดอะคริลิคสีสดบนแคนวาสอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เป็นนิสิตปี 2 ของสาขาวิชาแฟชั่น จุฬาฯ
นับรวมเป็นเวลา 6 ปี ที่ป่านหรือจูลี่ทำงานศิลปะมาโดยตลอด ทำตั้งแต่ภาพวาด สตรีทอาร์ต เสื้อผ้า เขียนหนังสือ สอนวาดภาพ ล่าสุดขยับไปทำงานประติมากรรม และมีทีท่าว่าเธอจะสนุกกับการขยับขยายทักษะในโลกศิลปะของตัวเองไปยังพรมแดนใหม่ๆ อย่างกู่ไม่กลับ
ถ้าหากให้เราสร้างลิสต์ศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีงานน่าสนใจ หนึ่งคนที่ขาดไม่ได้ก็คือเธอคนนี้
เราไม่ได้เจอป่านนานถึง 2 ปี แต่โลกออนไลน์ ซึ่งตัวหนังสือ และภาพถ่ายถูกนำเสนออย่างรวดเร็ว ทำให้เราเห็นว่าเธอยังสบายดี และกำลังเติบโตจากสาวน้อยแสนร่าเริง เป็นผู้ใหญ่ที่มีมิติน่าสนใจไม่แพ้ตอนเธอยังเด็ก
ป่านไม่ได้น่าสนใจแค่ผลงานและตัวตน แต่สิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยคือบ้าน ที่สำคัญมันคือบ้านหลังใหม่ที่เธอเพิ่งเข้าไปสร้างดินแดนศิลปะสดใสไม่หยอก เพียงแค่รถแล่นเข้ามาในซอยบ้านของป่านในย่านพัฒนาการ สีสันของหน้าบ้านที่ไม่เหมือนใครในละแวก ก็ดึงดูดสายตา และส่งสัญญาณว่าเรามาถึงบ้านของ Juli Baker and Summer แล้วในที่สุด
ป่านย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ ตั้งแต่เมื่อไหร่
ป่านย้ายมาบ้านหลังนี้ช่วงสิ้นปี 2561 บ้านหลังเก่าจะอยู่ห่างไปแค่ 5 ซอย แล้วหลังเก่าไม่มีที่จอดรถ มันอยู่ใกล้ตลาดพัฒนาการ ซึ่งวันเสาร์อาทิตย์ คน และรถเยอะ คุณพ่ออยากให้บ้านเราสงบกว่านี้ ส่วนป่านอยากได้พื้นที่มากขึ้น บ้านนี้ป่านเลยได้สเปซวาดรูปที่ชั้นบนด้วย เพราะว่าช่วงหลังป่านอยากทำงานชิ้นใหญ่ขึ้น ถ้าเราเริ่มอยากทำงานสามมิติ หรืออยาก paint เก้าอี้ใหญ่ๆ บ้านหลังเก่าทำได้ไม่ถนัด ไม่ค่อยสะดวกเลย
อาจจะเป็นการย้ายบ้านแบบงงๆ ป่านยังถามพ่อว่า นี่จะย้ายกันจริงเหรอ ทุกอย่างเกิดเร็ว จนญาติเราบอกว่าพ่อป่านไม่มีอะไรทำ เขาเลยย้ายบ้าน (หัวเราะ) แต่ต้องยอมรับว่าคุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้นมาก
อาศัยอยู่ในบ้านหลังก่อนหน้ามาตั้งแต่สมัยเด็กเลยหรือเปล่า
ไม่ แต่หลังนั้นอยู่นานเหมือนกัน ตั้งแต่ชั้น ม.1 ซึ่งก่อนหน้านั้นอยู่ที่รามคำแหง 2 ป่านตอนนั้นเรียนโรงเรียนลาซาล แถวบางนา พอ ม.ต้น ย้ายมาเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ แล้วระยะทางไกลจากบ้าน พ่อเลยคิดว่าเราเสียเวลาบนรถกันนานมาก เลยย้ายมาตรงนี้ ซึ่งใกล้เตรียมพัฒน์จนเดินไปเรียนได้เลย หลังจากเรียนได้ 3 ปี ป่านก็ย้ายไปเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากตรงนี้ไปเรียนได้ไม่ไกลเหมือนกัน
ดูเหมือนการย้ายบ้านทุกครั้งจะมีป่านเป็นเหตุผลสำคัญเสมอเลยนะ
ครั้งแรกเพราะป่าน แต่ครั้งที่สองเป็นไอเดียของพ่อ เขารู้สึกว่าคนในละแวกบ้านเก่าเยอะ หาที่จอดรถยาก หรือรถเยอะ ผ่านหน้าบ้านเสียงดัง มีความวุ่นวาย บรรยากาศไม่ค่อยน่าอยู่
ไม่สงบ อย่างมีร้านต่างๆ ตอนกลางคืนคนกินเหล้าเสียงดัง แล้วเมื่อก่อนบ้านเราเลี้ยงแมวเลยโดนรถชน และโดนหมากัด
เมื่อย้ายบ้านไปเรื่อยๆ สิ่งที่ป่านคิดว่าควรมีในทุกที่ที่ย้ายไปคืออะไร
จริงๆ ป่านไม่ได้ติดกับสิ่งของขนาดนั้น ถึงจะเป็นคนมีสิ่งของเยอะมากก็ตาม ป่านว่าถ้าเป็นบ้าน น่าจะมีครอบครัวมากกว่า ความเป็นบ้านคือความรู้สึกสบายใจที่จะอยู่ สิ่งของถ้าไม่มี เราสร้างใหม่หรือซื้อใหม่ก็ได้  เพราะฉะนั้นป่านเน้นที่ความรู้สึกว่าสิ่งที่ควรมีในทุกที่ที่ย้ายไปอยู่ น่าจะเป็นคนที่เรารักอยู่ด้วย ส่วนของหายอาจเสียใจบ้าง แต่เสียใจมากกว่า ถ้าไม่มีคนที่เรารักอยู่เลย
Issue-01 / p.8
ตอนไปประเทศญี่ปุ่น ทำอะไรมาบ้าง
เราไป Residency ที่ญี่ปุ่น 3 เดือน เคยไปครั้งแรกที่ประเทศสเปน และครั้งที่สองคือที่ญี่ปุ่น อยู่เมืองนาริตะ ป่านไปสอนศิลปะเด็ก ครั้งนี้ไม่เหมือนตอนไปสเปน ตอนไปสเปนทำงานส่วนตัว แต่ครั้งนี้เราไปสอนศิลปะที่โรงเรียนประถมศึกษา ชื่อโรงเรียนนาริตะ ซึ่งสนุกที่สุดตั้งแต่เคยไปสอนเด็กมาเลย สนุกกว่าการที่เราทำงาน แล้วโชว์งานในแกลเลอรี่ อันนี้เป็นโปรเจกต์ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่น ซึ่งเขาจะทำนาริตะให้เป็นเมืองที่มีศิลปะ เพราะโอลิมปิกจัดปีหน้า ทุกคนจะมาลงเครื่องที่นี่ ปกติเมืองนี้จะมีแค่เด็กกับคนแก่ ไม่มีศิลปะ ไม่มีคนรุ่นใหม่ คือพอเป็นวัยรุ่นทุกคนย้ายเข้าโตเกียว เขาเลยจัดโปรแกรมให้ศิลปินจากหลายประเทศมา paint เพื่อทำเมืองให้มีสีสัน ป่านไปวาดสวนสาธารณะ เป็นสิ่งที่ชาวบ้านใช้สอยจริงในชีวิตประจำวัน แล้วมันน่ารักมาก ชาวบ้านและเด็กๆ ก็มาช่วยเราวาดด้วย ป่านรู้สึกว่าศิลปะควรจะเป็นแบบนี้สิ ทั้งจับต้องและใช้สอยได้ เราเลยแฮปปี้สุดๆ
 สอนศิลปะเด็กญี่ปุ่นแล้วได้ฟีดแบคยังไงบ้าง
เด็กญี่ปุ่นก็ตลกดี แต่ว่าไม่เหมือนเด็กไทยเลยนะ เขาจะมีกฎระเบียบ อาจมีมากเกินไปนิดนึงด้วยซ้ำ เพราะตอนเราไปสอนเด็กไทย เด็กจะวาดละเลงออกนอกกรอบไปเลย แต่เด็กญี่ปุ่น พอเราให้เขาวาด เด็กจะมาถามว่า ต้องวาดแนวตั้งหรือแนวนอน เราก็บอกว่า โอ้ แนวไหนก็ได้ ตอนสื่อสารกันเราพูดภาษาอังกฤษ แต่เด็กไม่ค่อยเข้าใจ เราพยายามสื่อสารกันเอง จนเกิดความเข้าใจกันไปเอง ป่านว่าผู้ใหญ่ญี่ปุ่นที่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ยังสื่อสารกับเราได้ยากกว่าเด็กด้วยซ้ำ เพราะว่าเด็กไม่มีกำแพง อย่างเราเกือบไปมีเรื่องกับผู้อำนวยการโรงเรียน เพราะเขาเข้มงวดมาก อยากให้วาดรูปแล้วให้เด็กลงสีในช่อง แล้วเรารู้สึกว่า เฮ้ย จะบ้าเหรอ ถ้าสอนศิลปะแบบนี้ เราไม่ต้องมาสอนก็ได้ เราอยากให้เด็กลุย ตอนแรก เด็กใส่ถุงมือและเสื้อกันฝนมา เพราะครูให้ใส่กันเปื้อน เราเลยให้เด็กถอดถุงมือออก และใช้นิ้วและมือทำงานให้เต็มที่ พอ ผอ. โรงเรียนมาเห็น เขาตกใจมากว่าทำไมเละเทะขนาดนี้ เขาบอกว่าจูลี่ช่วยไปแก้ที่เด็กระบายเลอะหน่อย เราเลยเถียงกับเขาว่านี่มันสวยนะเนี้ย เลยเปิดผลงานของ Jackson Pollock ให้ดู แล้วถามว่ายูรู้ไหมว่างานเละๆ ชิ้นนี้ราคาเท่าไหร่ (หัวเราะ)
 Issue-01 / p.19
เพิ่งสังเกตว่ามีสตูดิโอทำงานส่วนตัวครั้งแรกในชีวิต เล่าเรื่องสตูดิโอส่วนตัวที่อยู่ชั้น 5 ของบ้านให้เราฟังหน่อย
จริงๆ ห้องนี้เป็นดาดฟ้า แล้วเอามาทำเป็นห้องสตูดิโอ เอาไว้วาดรูป เก็บอุกรณ์ทำงาน  เก็บผลงาน และใช้เวลาลูกค้ามาดูงานที่บ้านจะสะดวกกว่า ขึ้นมาดูที่นี่แล้วก็เลือกเอาได้เลย ส่วนบริเวณนอกชานสตูดิโอ ตอนเย็นๆ ดีมาก เพราะพระอาทิตย์ตกตรงนี้ ข้างบนเราแขวนธงจากเนปาล และห้อยโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ด้วย ซึ่งตอนกลางคืนจะสว่าง ซึ่งความสว่างแล้วแต่แสงพระอาทิตย์ในแต่ละวัน ถ้าแสงแดดเยอะจะสว่างนานหน่อย
บนชั้นนี้ พ่อเราทำชิงช้าไว้ให้เล่น ซึ่งดีมากเลย รู้งี้ทำตั้งนานแล้ว พอหลานสาวเรามาเยี่ยมทีไร ก็จะชอบมาเล่นชิงช้ากัน แล้วด้านบนชิงช้าก็จะมีเตียงที่มีช่องกระจกวงกลมแบบใน Yellow Submarine ซึ่งปีนขึ้นไปได้ เวลาหลานมา หลานชอบปีนขึ้นไป แล้วเราก็จะขึ้นไปนั่งเล่นกับหลานด้วย
นอกจากจะมีชั้น 5 เป็นสตูดิโอทำงาน ป่านใช้ทำอะไรอีกบ้าง
ชอบมานั่ง และอ่านหนังสือนอกชานสตูดิโอ ตอนที่เพิ่งย้ายมาชอบมานั่งอ่านทุกวันเลย เรารู้สึกว่าพอย้ายมาอยู่บ้านนี้ เราอ่านหนังสือได้เยอะขึ้นมากเลย เพราะว่าลมเย็นเอื้อต่อการอ่านหนังสือมาก แต่ช่วงนี้งานเยอะเลยขึ้นมานานๆ ที อาทิตย์ที่แล้วก็มาวันสองวัน
บางทีมาดูพระอาทิตย์ตกด้วยเพราะแสงจะลอดเข้ามา แต่ช่วงนี้พระอาทิตย์ย้ายฝั่งที่ตกไปอีกด้าน ซึ่งมีอยู่วันนึงมันสวยมาก ท้องฟ้าเป็นสีชมพูทั้งหมดเลย เราถ่ายรูปเก็บไว้ดูด้วย
Issue-01 / p.20