Parinot
Kunakornwong

INTERVIEW : KUKKONG THIRATHOMRONGKIAT
PHOTO : KUKKONG THIRATHOMRONGKIAT

เวลา 5-6 ปี หรืออาจนานกว่านั้น ที่เราแทบไม่ได้เจอกัน เรานัดกันอีกครั้งช่วงหัวค่ำที่แกลเลอรี่กึ่งคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ปริณตมาช้า แต่ไม่ได้ผิดไปจากเวลาที่นัดไว้ เขาสวมเสื้อยืดสีดำเข้ารูปกับกางเกงยีนส์ที่พับปลายขาขึ้นพอดีกับขอบรองเท้าหนังสีดำเป็นภาพที่ผมคุ้นตา จะต่างไปแค่เขาไม่ได้สะพายกระเป๋าใบโต หรือมีถุงหนังสีดำที่ข้างในบรรจุกีตาร์หรืออาจเป็นเบสที่เขามักสะพายอยู่เป็นประจำ
ผมสังเกตเห็นความกำยำและล่ำสันของเค้า เพราะผ่านการฝึกฝนเคี่ยวกรำฝ่ากาลเวลา หลักฐานความแกร่งกล้าปรากฏชัดบนเนื้อกายและจิตใจ ในแววตาคู่เดิมนั้นกระจ่างชัด เราผ่านค่ำคืนด้วยบทสนทนากันเอง อัพเดตช่วงชีวิตที่ผ่านมา สิ่งที่ทำหรือสนใจในปัจจุบัน และเรื่องราวศิลปะให้พอหอมปากหอมคอ
2 อาทิตย์ถัดมา เรานัดกันอีกครั้งที่บ้านของเขา ผมจำซอยบ้านผิดไปราว 4-5 ช่วงตึก แม้จะเคยมาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้ง สำหรับอาคารตึกแถวขนาด 5 ชั้น 2 คูหา ย่านประตูน้ำใจกลางมหานคร ปริณต คุณากรวงศ์ อาศัยเพียงลำพัง ท่ามกลางเศษซากความศิวิไลซ์ของเมือง ความสับสนวุ่นวาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจและการเมือง หลังจบการศึกษามหาวิทยาลัย ในฐานะสถาปนิกหนุ่ม ปริณตกลับเลือกใช้ชีวิตเป็นนักดนตรีอยู่นานถึง 6 ปี ก่อนหันมาสนใจศิลปะในฐานะศิลปินอย่างเต็มตัว เขาเรียนรู้และเติบโตอยู่บนเส้นทางนี้มานานกว่า 10 ปี ผ่านการเคลื่อนที่ สังเกต ขบคิด และตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับบริบทรอบๆ ตัว ภายใต้แสงจันทร์ในทุกๆราตรี
แล้วช่วงที่ได้ไปเรียนต่อนิวยอร์กชีวิตเป็นยังไง
ตอนนั้นคิดว่าอยากทำงานที่ใช้เทคโนโลยี มีคอร์สที่ Parsons The New School for Design ชื่อว่า Design and Technology ซึ่งเป็นคอร์สที่ให้ทำโปรเจกต์อย่างอิสระ เลือกวิชาเรียนเองได้จากหลายๆภาควิชา ไม่ได้แบ่งว่าต้องเป็นงานออกแบบหรืองานศิลปะ ตั้งโจทย์เอง เรียนหนัก ทุกคนมีความคาดหวังมาตรฐานที่สูงมาก เหมือนกับอิสระแลกมาด้วยการรับผิดชอบเอง ถ้าโปรเจกต์ใครห่วย เวลาไปนำเสนองานก็จะอาย และจะโดนคำวิจารณ์แบบที่อาจจะไม่ค่อยอยากฟัง ตอนนั้นยังไม่แน่ใจด้วยว่าอยากเป็นศิลปินหรืออยากทำงานออกแบบ พอเรียนไปช่วงหนึ่ง ก็ได้เจออาจารย์ Jackie Brookner ซึ่งเป็นศิลปินที่ทำงานเกี่ยวกับระบบนิเวศ ถือเป็นคลาสที่น่าสนใจมาก เขาจะเชิญคนรู้จักในหลากหลายอาชีพมาในทุกเลคเชอร์ ครั้งหนึ่งเขาเชิญนักวิจัยด้านระบบประสาทของสัตว์มาพูดถึงเรื่องการรับรู้ของแมลง เช่น ผึ้งมองเห็นเหมือนคนมั้ย มีการพาเราไปเซ็นทรัลปาร์คเพื่อดูสภาพผืนดินที่มีอายุเป็นหมื่นๆ ปี บางคลาสก็ให้ลองดูที่มาของวัตถุดิบที่เราใช้ทำงานศิลปะ คลาสนี้รู้สึกว่าได้อะไรเยอะมาก เพราะเขาโยงความสัมพันธ์หลายๆระบบที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกันเข้ามาให้เห็นหลังจากนั้นประมาณ 1 ปี เลยเริ่มรู้แล้วว่าจะเลือกทางนี้ แล้วก็โชคดีที่ได้ย้ายไปลอนดอน เรียนจบแล้วก็ย้ายกลับมาไทย แต่กลับมาก็ตรงกับช่วงที่มีปัญหาทางการเมือง มีการรัฐประหาร ซึ่งมีผลกับความรู้สึกในหลายอย่าง เช่น รู้สึกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อได้ยังไง จะทำอาชีพศิลปินยังไง จะพูดเรื่องอะไร พูดเรื่องนี้แล้วพูดได้ไหม ถึงคำถามที่ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ มันมี self doubt เยอะ ซึ่งการที่เราย้ายตัวเองไปแต่ละที่ ตัวตนของเราก็เปลี่ยน ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเองก็เปลี่ยนไป รวมถึงเรื่องของเพศสภาพที่ชัดขึ้นด้วย
ตั้งแต่ปี 2014 ที่กลับมาทำงานศิลปะที่นี่ เราก็มีสมัครขอทุน residency ไปแต่ยังไม่ได้ เราแอบคิดว่าตัวเองอาจไม่มีความรู้พอ และงานยังไม่ดี จนคิดว่าเลิกทำดีไหม แล้วหันกลับไปทำงานดีไซน์ให้ชีวิตเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ประกอบกับช่วงนั้นพ่อเริ่มกลับมาป่วยเป็นมะเร็ง เราทะเลาะกันเป็นประจำเพราะเขาเป็นห่วง เราเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้อง นั่งวาดรูปทุกวัน ซึ่งงานก็ไม่ค่อยไปไหน แต่แล้วก็โชคดีที่ได้ทำโชว์กับเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่เป็นศิลปินด้วยกัน
พอเสร็จเราก็มีพอร์ตใหม่แล้วเอาไปยื่น Rijksakademie ที่ Amsterdam ในปีถัดไป ซึ่งเป็น residency ที่เข้ายากมาก เพราะคนจากทั่วโลกอยากมาที่นี่ ในตอนนั้นมีศิลปินหน้าใหม่สมัครไปประมาณ 1,300 คน เราได้เข้ารอบแรกเป็นหนึ่งใน 30 คน ก่อนที่เขาจะคัดเหลือครึ่งหนึ่ง เลยคิดว่าเส้นทางนี้ของเราไม่เลวร้ายน่าจะพอทำต่อไปได้ ช่วงนั้นเป็นจังหวะเดียวกันที่สมัครเรียนปริญญาโทใหม่ เพื่อไปเรียนศิลปะโดยตรง แต่ที่บ้านไม่ค่อยอยากให้ไป เพราะพ่อป่วยและอยากให้เรามีชีวิตมั่นคง ไม่อยากให้ไปเสี่ยง 
ปีนั้นถือเป็นปีที่ยาก อาการของพ่อทรุดลงเรื่อยๆ เราเครียดมาก หลังจากกลับมาจากสัมภาษณ์ที่ residency นั้นหลายเดือน คิดว่าจะลองทำ solo show อีกซักงาน โชว์นั้นชื่อว่า CONTEMPLATION #1: (RE)VERSE ซึ่งช่วงเวลาก่อนทำนิทรรศการนี้คนใกล้ตัวเสียชีวิตไปหลายคน เลยคิดว่าอาจจะเป็นงานชิ้นสุดท้ายในชีวิตเพราะพรุ่งนี้เราอาจจะตายก็ได้ อยากทำงานเหมือน tribute ให้กับคนที่มีอิทธิพลต่อการทำงานปีที่ผ่านๆมา แล้วที่สำคัญก็อยาก tribute ให้อาจารย์ Jackie Brookner ที่เพิ่งเสียไปด้วยโรคมะเร็ง แต่เราไม่ได้มีโอกาสไปร่วมงานเขาที่นิวยอร์ก
รู้สึกว่าความตายใกล้ตัวเราขนาดไหน
ใกล้มากไม่ต้องคิดต่อไปยาวอีกแล้ว อาจเป็นวันนี้พรุ่งนี้เลยก็ได้ เลยคิดว่าอยากทำอะไรทำเลย แต่ต้องไม่ไปเดือดร้อนใคร ซึ่งพอทำโชว์นั้นเสร็จไม่กี่เดือน พ่อก็เสีย หลังจากนั้นเราเลยตัดสินใจไปเรียนศิลปะโดยตรงอีก 2 ปีที่ London เพราะก่อนหน้านี้ขอผ่อนผันจากมหาลัยไว้ พอจบแล้วก็กลับมาไทยในช่วงต้นปี 2019
Issue-01 / p.238