Sombun Kringkrai

INTERVIEW : SOOPAKORN  SRISAKUL
PHOTO : KUKKONG THIRATHOMRONGKIAT, WASUTARA NARACARM
ผมเขียนถึงคุณ แม้ภาพนั้นจะไม่ชัดเจนแต่เอาเป็นว่าผมจำมือคู่นั้นได้แม่น พี่ลงมือกวาดพื้นห้องโรงแรม Six Senses ตอนที่ผมทำหน้าที่เป็นช่างภาพถ่ายงานนิตยสารบ้านและสวน พี่รวบผมแล้วลงมือด้วยไม้กวาดที่เหมือนมาจากที่เหน็บไว้กับเอว และว่าวิธีกำด้ามพร้อมสะบัดแบบนี้จะทำให้ภาพถ่ายนั้นคมขึ้น ผมนึกไม่ออกเลยว่าคราวนั้นงานสไตลิสต์คืออะไร มีสิทธิ์อะไรเหนือ Unsharp Mask 
เราชาวบ้านและสวนได้รับโอกาสอันดีจากทางโรงแรมหรูที่เกาะกูด การเดินทางน่าสนุก นั่งเครื่องบินเล็กจากสุวรรณภูมิ โดยหญิงสาวผู้ประจำหน้าเคาน์เตอร์เช็คอินทำหน้าที่บริการผู้โดยสารบนเครื่อง กัปตันหนุ่มกว่ารับฟังคำแนะนำจากกัปตันอีกคนขณะเขาเคลื่อนผ่านมวลไม่แน่นอนของอากาศ ข้างล่างยังเป็นสายคดเคี้ยวของแม่น้ำบางปะกง ผมถ่ายรูปเอาไว้และแปลงภาพนั้นเป็นขาวดำ บางโค้งวกกลับราวกับว่าจะบรรจบ แต่ดูกลายเป็นว่าแค่แวะทักทาย 
ไม่รู้ว่าครั้งแรกที่เจอกันตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่หลายต่อหลายครั้งถัดไปมันทำหัวใจผมเต้นรัว งานสไตลิสต์ที่ผมกลายเป็นผู้ช่วยแบบเด็กเส้นเพราะเอาเข้าจริงผมแม่งไม่รู้อะไรเลย จากงานเล็กคนน้อยๆ อย่างถ่ายภาพนิ่งโครงการบ้านที่มีเซเลปเป็นแบบ งานแต่งที่เราช่วยขนกระถางปูนใส่รถกระบะแล้วผมยกผิดจังหวะทำให้โบ๊ตผู้ช่วยพี่แกละอีกคนหน้าแข้งแตก ขนของจนเที่ยงคืนนัดเจออีกทีตอนตี4 กระทั่งถ่ายปกนิตยสาร Elle Decor ที่อาจารย์บอลเป็นช่างภาพ 
โอ้โห ยังกับ Wonderland”
เสียงมิ่ง(ช่างภาพสาวของทีมเรา)สูงอีกนิดจากที่สูงอยู่แล้วตอนที่ก้าวประตูหลังกระถางใบใหญ่
 
ทำไมถึงเลือกมาเช่าตึกนี้เป็นบ้าน
อันดับแรก เราไม่อยากมีบ้านอยู่กรุงเทพฯ มันรู้สึกว่าการมีบ้านที่กรุงเทพฯ จองจำเราไปหน่อยนึง และการมีรถ  เราคิดว่าทำให้ไม่คล่องตัว แล้วต้องคอยดูแล คอยซ่อมเวลาเสีย  เป็นคนที่ต้องใช้ความเร็วทำงาน เราใช้มอเตอร์ไซต์  รถเมล์ รถไฟฟ้า รถตู้ด้วยความที่เราอยู่ใจกลางเมืองเลยง่าย เพราะฉะนั้นตลอดที่ทำงานมา ค่าเช่ารถ เราคิดว่าซื้อรถได้ 5 คัน และการเช่าบ้านก็ตอบโจทย์กว่า และอีกหลายเรื่องที่ต้องคิด เช่น ถ้ามีบ้านเราจะมีบ้านอย่างไร ต้องเป็นแบบไหน สร้างแบบไหน อันนี้เรื่องใหญ่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้วถ้ามี ก็อยากมีบ้านที่เป็นกระต๊อบด้วยซ้ำ แล้วเลิกอาชีพนี้ไปเลย เลิกเป็นแล้วอาชีพสไตลิสต์
แล้วในกระต๊อบต้องตกแต่งไหม 
ในกระต้อบต้องแต่งสิ (หัวเราะ)
 
Issue-01 / p.90 
 
อยากให้ช่วยเล่าว่าเริ่มต้นมาเป็นสไตลิสต์ได้อย่างไร
สิ่งที่พี่รักที่สุดคืองานจัดดอกไม้ และงานสไตลิสต์ ซึ่งเริ่มมาจากการที่เราอ่านหนังสือ Elle Decor ภาคภาษาไทย มันจุดประกายให้พี่
ตอนนั้นนิตยสารบ้านและสวนมีแล้ว ก็อ่านบ้านและสวน พอ Elle Decor จะมาเปิดเวอร์ชั่นภาษาไทยฉบับแรก เราจะบอกพี่ต้อยซึ่งเป็นคนขายหนังสือร้านประจำว่าช่วยเก็บไว้ให้ทุกเล่มเลยนะ ตอนนั้นเราทำงานเป็นพนักงานที่องค์การโทรศัพท์ พอดีมีคำถามในเล่มสองว่าใครเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์จากเอเชียที่ไปโด่งดังที่มิลาน นิวยอร์กกับปารีสปกติคำตอบพวกนี้ ผู้ตอบต้องฉีกแบบฟอร์มการตอบคำถามตามรอยปรุในนิตยสาร แล้วส่งไปทางไปรษณีย์ แต่เราส่งแฟกซ์ไปเลย เพราะทำงานอยู่องค์การโทรศัพท์ ไวมากไม่ต้องรอ แล้วโทรตามไปเช็คเอ่อ ขอสายคุณประทุมทิพย์หน่อย ไม่ทราบว่าได้รับแฟกซ์ที่ส่งมาตอบคำถามรึยังและสุดท้ายเราคือหนี่งในแปดที่ได้รับเลือกเป็นคลับ Elle Decor จำได้ว่าครั้งแรกได้ไปดูสวนที่วิลเลี่ยม วอร์เลน ออกแบบให้กับ จิม ทอมป์สัน ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
วันนั้นได้กินข้าวกับทีมงาน Elle Decor ทั้งหมดเลยนะ เสร็จแล้วก็รู้จักและรักกันเลยกลุ่มนี้ ซึ่งต่อมาเราสนใจว่าเขาทำงานกันยังไง เลยหาโอกาสไปนั่งเล่นกับเขา ไปอยู่กับนักเขียน วันไหนเขาอยู่ตรงนั้นก็ไปนั่งตรงนี้กับเขา เขามีกิจกรรมแข่งบอลหรือแข่งบาส ก็ไปแข่งกับเขาด้วย แล้วมีวันนึงเรานั่งเล่นกับพี่ปุ๋ยที่เป็น บรรณาธิการ แล้วมีพี่อ๋อง (สกุล อินทกุล) เดินใส่แว่น ตัวใหญ่ๆ เข้ามา พี่ปุ๋ยเลยแนะนำว่าคุณสกุล นี้น้องแกละมาจากองค์การโทรศัพท์และจัดดอกไม้เป็นด้วยหลังจากนั้น พี่ก็เกษียณจากองค์การโทรศัพท์ที่เป็นลูกจ้างปีต่อปีมาเป็นเวลา 10 ปี พอดีได้รับโทรศัพท์เป็นคำชวนจากคุณสกุลให้มาร่วมงาน และได้มาทำงานกับเขา 7 ปี คือมาอยู่ที่ร้านดอกไม่้ของคุณสกุล ช่วงนั้นเรียกได้ว่าได้ไปทั่วประเทศและทั่วโลกเลยก็ว่าได้  ทุกอย่างมันเกิดจากความรักแหละ รักในความงาม รักในการตกแต่ง รักในของสวยๆ งามๆ
Issue-01 / p.93